บทที่ 6 ฉันทำได้ทุกอย่าง

ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

อรวรรณนอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียงผู้ป่วย ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตายิ่งขับให้ใบหน้าของเธอดูซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับกระดาษสาที่เปียกชื้น

เมื่อครู่ตอนอยู่ในห้องวีไอพี ภาณุพอจะสังเกตเห็นความซูบผอมของเธออยู่บ้างแล้ว

แต่ทว่าในยามนี้ เมื่อได้พิศดูใบหน้าของเธออย่างชัดเจน หัวใจของภาณุกลับรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้อย่างรุนแรง

หญิงสาวร่างผอมโซจนเห็นโครงกระดูกที่นอนอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าใครมองก็คงไม่อาจเชื่อมโยงเธอกับ 'คุณหนูอรวรรณ' ผู้เลอโฉมและสดใสเมื่อสามปีก่อนได้เลย

เพียงแค่สามปีในเรือนจำ เธอปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนมีสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ภาณุขมวดคิ้วมุ่น หวนนึกถึงเหตุการณ์วุ่นวายในผับเมื่อครู่

แม้แต่ศักดิ์ศรีที่เธอเคยหวงแหนและภาคภูมิใจที่สุด ก็ดูเหมือนจะถูกเธอโยนทิ้งไว้ข้างหลังจนหมดสิ้น

ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าตอบนั้น เพื่อให้แน่ใจว่านี่คืออรวรรณตัวจริง ไม่ใช่ใครที่สวมหน้ากากหนังมนุษย์มาปลอมตัวเป็นเธอ

มิเช่นนั้นแล้ว คนคนหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ

"คุณภาณุครับ"

เสียงเรียกดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องพักฟื้นที่ถูกผลักเข้ามา

มือของภาณุชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะดึงกลับมาแนบลำตัวอย่างแนบเนียนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "มีอะไร?"

"คุณสมศักดิ์ฝากถามมาครับว่าคุณจะกลับเมื่อไหร่ อาการของคุณพลอยไม่ค่อยสู้ดีนักครับ"

ปกรพัฒน์ ผู้ช่วยคนสนิทรายงานด้วยท่าทีนอบน้อมขณะยืนอยู่หน้าประตู

เมื่อสายตาของปกรพัฒน์เหลือบไปเห็นร่างที่นอนอยู่บนเตียง แววตาของเขาก็ฉายความตกตะลึงวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเก็บอาการและดึงสายตากลับมา

ตลอดสามปีที่ผ่านมา อาการโรคซึมเศร้าของพลอยไพลินกำเริบบ่อยครั้ง และมักจะพยายามทำร้ายตัวเองอยู่เสมอ

มีเพียงภาณุเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมอารมณ์ของเธอได้

ปกรพัฒน์ไม่ทราบตื้นลึกหนาบาง รู้เพียงแต่ว่าทุกครั้งที่พลอยไพลินอาการกำเริบ ไม่ว่าภาณุจะติดพันภารกิจสำคัญเพียงใด ก็จะรีบบึ่งรถกลับไปหาเธอทันที

และครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน

"เข้าใจแล้ว เตรียมรถได้เลย"

ภาณุละสายตาจากอรวรรณ หันหลังเดินตรงไปยังประตูห้อง

"แล้วก็... สั่งคนให้เฝ้าเธอไว้ให้ดี อย่าให้เธอรู้เด็ดขาดว่าฉันเคยมาที่นี่"

ปกรพัฒน์รับคำสั่งอย่างเคร่งขรึม


กว่าอรวรรณจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ก็ล่วงเข้าสู่เวลาเช้ามืดแล้ว

เมื่อลืมตาขึ้นเห็นเพดานสีขาวโพลน อรวรรณรู้สึกมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก

"ฟื้นแล้วเหรอ? หมอบอกว่าเธอดื่มหนักเกินไป บวกกับร่างกายอ่อนแอสะสม ถึงได้เป็นลมไปแบบนั้น"

เสียงที่คุ้นเคยแต่ก็ยังฟังดูห่างเหินดังขึ้นข้างกาย

อรวรรณหันไปมอง จึงจำได้ว่าเป็น 'ลลิตา' หญิงสาวที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้เธอในห้องวีไอพีเมื่อคืน

"พี่เป็นคนพาฉันมาโรงพยาบาลเหรอคะ? ขอบคุณมากนะคะ"

เธอพยายามจะยันกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบาก

ลลิตารีบเดินเข้ามาประคองและกดไหล่เธอนอนลงไปตามเดิม

"ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก เพราะว่า..."

เพราะจริงๆ แล้วเธอไม่ได้เป็นคนพามา เธอแค่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ตามมาดูแลเท่านั้น

เมื่อนึกถึงคำกำชับจากเจ้านาย ลลิตาจึงกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ

"นอนพักเถอะ หมอบอกว่าเธอต้องพักผ่อนเยอะๆ"

อรวรรณรู้สึกปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย เธอสูดหายใจลึกๆ สองสามครั้ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ

"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไหว ฉันจะออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้"

ลลิตาขมวดคิ้ว "นี่เธอ..."

"ตอนนี้ฉันไม่มีเงินติดตัวเลย ค่ารักษาพยาบาล... ถ้าฉันหาเงินได้แล้วจะรีบเอามาคืนให้นะคะ ขอบคุณพี่มากที่ช่วยฉันเมื่อกี้"

อรวรรณกัดฟันดึงสายน้ำเกลือที่หลังมือออก ทันทีที่เท้าแตะพื้น ร่างของเธอก็เซถลาจนเกือบล้ม

ความอ่อนแอของร่างกายเธอแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

ลลิตาถอนหายใจเฮือกใหญ่

หัวอกคนหาเช้ากินค่ำเหมือนกัน ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าอรวรรณกำลังลำบากแค่ไหน

ถ้าไม่ใช่เพราะหมดหนทางจริงๆ ใครจะยอมโดนคนพวกนั้นหยามเกียรติในห้องวีไอพีแบบนั้น

แถมยัง...

เธอรู้สึกสับสนในใจขณะประคองอรวรรณกลับไปนั่งบนเตียง

"พอเถอะ นอนพักซะ เรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วงหรอก"

อรวรรณนั่งอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อบนใบหน้าซูบตอบนั้นดูโตผิดปกติ จนทำให้เธอดูน่าสงสารจับใจ

ลลิตาพยายามจะยิ้ม แต่ก็ยิ้มไม่ออก

"ยินดีด้วยนะ เธอมีคนเลี้ยงดูแล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องดิ้นรนเรื่องเงินอีก"

อรวรรณมึนงงกับสิ่งที่ได้ยิน "อะไรนะคะ?"

"ตั้งแต่นี้เดือนนี้เป็นต้นไป เธอไม่ต้องทำงานอะไรทั้งนั้น แค่อยู่ในห้องเฉยๆ ทำตัวเป็นเด็กดีก็พอ" ลลิตาเฉลย

แววตาของอรวรรณไหววูบ เธอไม่อยากยอมรับเลยว่า วินาทีที่ได้ยินคำว่า 'เลี้ยงดู' ในใจลึกๆ กลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

คำว่า 'เด็กเสี่ย' หรือ 'เมียเก็บ' เป็นคำที่เธอไม่เคยคิดว่าจะต้องมาใช้กับตัวเอง

เธอจินตนาการไม่ออกเลยว่า ตัวเธอในอดีตจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหากได้ยินคำนี้

รู้เพียงแต่ว่าตอนนี้... เธอรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

ถ้ามีคนเลี้ยงดู เธอก็ไม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้วใช่ไหม? และก็... ไม่ต้องเผชิญหน้ากับภาณุอีก

ต่อให้ต้องขายศักดิ์ศรีหรือร่างกายแล้วจะเป็นไรไป? ขอแค่ให้เธอมีชีวิตรอดต่อไปได้ก็พอ

"พี่ลลิตา... แล้ว... ฉันจะได้เงินเท่าไหร่คะ? ตอนนี้ฉันจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ"

เธอทิ้งความละอายไว้เบื้องหลัง ในหัวมีแต่เรื่องเงินเท่านั้น

รอให้เก็บเงินได้มากพอ ตามหาครอบครัวเจอเมื่อไหร่ เธอจะหนีไปให้ไกลจากนรกขุมนี้

ทว่าประโยคถัดมาของลลิตา กลับฉุดเธอดิ่งลงนรกอีกครั้ง

"คนอย่างพวกเรา เธอคิดว่าเงินจะตกถึงมือเหรอ? ส่วนใหญ่โดนข้างบนหักไปหมดแล้ว แค่เจ้าของเขายอมเลี้ยงดูปูเสื่อ มีที่ซุกหัวนอน มีข้าวกิน ก็ถือว่าโชคดีถมไปแล้ว จงพอใจเถอะ"

"อย่างน้อยที่สุด เธอก็ไม่ต้องออกไปรับแขก ไม่ต้องโดนใครรังแกอีก"

มือของอรวรรณที่วางอยู่บนหน้าตักกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

"ไม่ได้เงินสักบาทเลยเหรอคะ?"

ลลิตาส่ายหน้า "ขืนให้เงินเธอ แล้วเธอหนีไป เจ้าของเขาจะไปตามทุนคืนที่ไหน? เลิกฝันเถอะ"

ความหวังอันริบหรี่ที่เพิ่งจุดประกายขึ้นในใจของอรวรรณมอดดับลงทันที

"พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะพาไปดูหอพัก"

ลลิตาตัดบท ไม่พูดอะไรต่อ เธอหยิบมือถือขึ้นมานั่งเล่นฆ่าเวลาอยู่ที่โซฟาข้างๆ

อรวรรณเอนตัวลงนอน ดวงตาเหม่อมองเพดานอย่างไร้จุดหมาย ในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด

"พี่ลลิตา... ฉันต้องการเงินจริงๆ นะคะ ช่วยฉันหน่อยเถอะ ให้ทำอะไรฉันก็ยอม"

นิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอของลลิตาชะงักกึก เธอเงียบไปครู่หนึ่ง

"มันก็พอมีวิธีหาเงินเร็วๆ อยู่หรอก... แต่ไม่รู้ว่าเธอจะรับได้ไหม"

แววตาของอรวรรณฉายความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว "รับได้ค่ะ ขอแค่ได้เงิน"

ลลิตามองหน้าเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก


แม้จะรู้ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่อรวรรณก็ไม่ยอมนอนโรงพยาบาลนาน

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอรีบทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลทันที

ลลิตาพาเธอไปดูหอพักที่ต้องอยู่ด้วยกัน ก่อนจะพาเธอตรงดิ่งไปยังผับแห่งหนึ่ง

"นี่เหรอคนที่จะมาแทน? ตัวเล็กบางขนาดนี้ จะเต้นไหวเหรอวะ?"

ชายหัวโล้นท่าทางนักเลงที่ใครๆ เรียกว่า 'พี่เสือ' ลูบคางพลางกวาดสายตามองอรวรรณตั้งแต่หัวจรดเท้า

เดิมทีผับแห่งนี้มีนางโชว์ตัวท็อปอยู่ แต่ช่วงสองวันมานี้เกิดไม่สบายกะทันหัน ทำให้แขกเริ่มบางตา เจ้าของร้านจึงสั่งให้รีบหาคนมาเสียบแทนด่วน

ลลิตายิ้มพลางโอบไหล่อรวรรณ

"พี่เสือ... เต้นเป็นไม่เป็นมันสำคัญตรงไหน? งานสายนี้ ขอแค่ใจกล้า กล้าโชว์ ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?"

"อรวรรณ... ไหนบอกพี่เสือซิ ว่าเธอทำได้ไหม?"

อรวรรณพยักหน้าโดยไม่ลังเล

"ทำได้ค่ะ ฉันจะตั้งใจเต้นให้ดีที่สุด"

ชายหัวโล้นยังคงมองเธอด้วยสายตาเคลือบแคลง

อรวรรณรู้ดีว่าคำแก้ตัวใดๆ ก็ไร้ความหมาย เธอปรายตามองเวทีที่อยู่ไกลออกไป ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปที่นั่น

ก่อนจะเข้าคุก เธอคือ 'ไฮโซสาวอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ' ไม่ใช่เพียงเพราะชาติตระกูล แต่เป็นเพราะความสามารถที่โดดเด่นเหนือใคร

เปียโน บัลเลต์ ลีลาศ และการเต้นรำร่วมสมัย เธอเชี่ยวชาญจนหาตัวจับยาก

สิ่งเดียวที่น่ากังวล คืออาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการถูกทำร้ายในคุก ไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเธอหรือไม่

อรวรรณยืนอยู่ที่ขอบเวที สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ เธอถอดรองเท้าส้นสูงออก แล้วก้าวเท้าเปล่าขึ้นไปบนเวที

ชั่วพริบตา แสงไฟสปอร์ตไลท์ก็สาดส่องลงมา ทุกสายตาในร้านจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป